In the shadow of the stars.[2]
posted on 26 Aug 2009 09:37 by mickyomicky in FIC-In-the-shadow-of-the-starsFIC : In the shadow of the stars - ชีวิตต่อชีวิต
chapter 2
Author: micky O micky
Couple: 2U
Summary: หลายคนคงจะงงกับตอนแรกไปแล้ว อ่านตอนนี้ก็คาดว่าน่าจะงงต่อไป เอ๊ะ !! ยังไง ต้องอ่านดีๆนะคะ ไม่งั้นอาจจะเกิดอาการงงและไม่เข้าใจ เพราะเนื้อเรื่องมันออกจะซับซ้อนเล็กน้อย อ่อ ตอบน้องๆนิดนึง ที่ถามว่า เด็กที่อยู่กับซอนมีจะรอดหรือเปล่า ? ใครที่เข้าใจว่าเด็กอีกคนยังอยู่กะ ซอนมี ขอบอกว่าเข้าใจผิดแล้วนะคะ เพราะว่า ยอนชู อุ้มไว้หนึ่ง แล้วคว้าจากอกซอนมี ไปอีก หนึ่งค่ะ แสดงว่า เด็กทารกทั้งสองคน ยอนชู พาหนีไปทั้งหมดจ้า !!
ถ้ามีอะไรสงสัยอีกถามได้น้า อาจจะเพราะพี่แต่งไม่เคลียร์เอง น้องๆเลยงงกัน ฮา แต่อย่าถามจนพี่งงเองน้า ==' ก่อนเริ่มเนื้อเรื่องตอนนี้ ขอแนะนำตัวละครก่อนแล้วกันนะคะ ฮ่าๆๆ แอบอยากมีพลังแบบไหนกันก็บอกด้วยน้า !!!
*
*
*
แนะนำตัวละคร
ชอง ยุนโฮ บุตรชายของท่านแม่ทัพชอง แม่ทัพใหญ่ของวังหลวง ผู้กำชัยชนะในทุกศึก แม้ท่านแม่ทัพจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ความสามารถในการรบจัดว่าไม่มีผู้ใดเทียบได้ ภรรยาท่านแม่ทัพชอง ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขา ชอง ยุนโฮ บุตรชายของท่านแม่ทัพกำเนิดในช่วงเวลาตะวันอยู่เหนือศีรษะ พร้อมกับพลังวิเศษที่ไม่อาจคาดเดาได้ มีตำแหน่งเป็นรองแม่ทัพและเป็นผู้ที่พระราชาแต่งตั้งเป็นคู่ครองของโอรสตน
ปาร์ค ยูชอน หนึ่งในสองทารกที่เกิดในยามราตรี พร้อมกับพลังที่สามารถเหยียบย่างความฝันของผู้อื่นได้ในห้วงราตรีอันยาวนาน และสามารถกระชากเอาจิตวิญญาณของผู้ที่ถูกเขาล้วงล้ำในห้วงฝันออกมาได้โดยที่ผู้นั้นจะไม่มีวันลืมตาตื่น จะมีก็เพียงร่างและลมหายใจที่ยังนิทรารอความตาย ปาร์ค ยูชอนนั้นเกือบถูกทหารของวังหลวงคร่าชีวิตเสียตั้งแต่ยังมิได้ลืมตา แต่ผู้เป็นพ่อได้พาหนีมาเสียก่อน
ชางมิน ผู้ทรงอำนาจที่หลายคนหวั่นเกรง เพียงแค่สบตาก็สามารถปลิดลมหายใจของอีกฝ่ายได้อย่างไม่รู้ตัว ผู้ที่มีกลิ่นอายของมัจจุราชปกคลุมอยู่รอบกาย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงอดีตของผู้ทรงอำนาจใต้เงาแห่งมัจจุราชผู้นี้
ปาร์ค แจจุง อีกหนึ่งทารกที่ซอนมีให้กำเนิดในยามราตรี ควบคุมนภายามรัตติกาลได้ดั่งใจ เกือบโดนทหารของวังหลวงคร่าชีวิตแล้วเช่นกันถ้า ยอนชูไม่เสี่ยงตายพาชีวิตน้อยๆของลูกรักหนีจากเงื้อมมือของกษัตริย์ใจโหดเสียก่อน
องค์ชายจุนซู โอรสเพียงองค์เดียวของพระราชาผู้ทรงอำนาจเหนือผู้ใด จุนซู นั้นเปรียบเสมือนหมอเทวดาก็ว่าได้ ด้วยพลังอันแสนวิเศษที่สามารถดูดซับเอาพลังชีวิตจากรอบกายมาชุบชีวิตของผู้ที่หมดลมหายใจให้ฟื้นคืน เป็นบุตรชายที่กษัตริย์ทรงรักและหวงแหนเป็นอย่างยิ่งและแทบไม่เคยให้ออกจากวังถ้าไม่มีรองแม่ทัพอย่างยุนโฮติดตาม
*
*
*
เสียงกระหืดหอบที่แทบจะฉีกเอาก้อนเนื้อในอกแยกออกเป็นส่วนนั้นดังก้องทั่วป่าดิบชื้น มัดกล้ามที่เกิดจากการตรากตรำงานหนักโอบกอดเด็กทารกเพศชายทั้งสองไว้อย่างมั่นคงทั้งๆที่ดวงตาและดวงจิตหวาดหวั่นถึงที่สุด หยาดเลือดซึมไหลตามรอยแตกระแหงใต้ฝ่าเท้าที่บัดนี้ฝางที่ถูกนำมาสานต่างรองเท้านั้นหลุดรุ่ยและฉีกขาดแต่ยอนชูก็ไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดนั่นเท่าไหร่
สองวันสองคืนมาแล้วที่เขาหลบหลีกการไล่ล่าของเหล่าทหาร ตอนนี้ทั่วเมืองต่างติดประกาศว่าตนนั้นเป็นผู้ก่อกบฏร้ายแรงที่กำลังหลบหนีทางการ หากผู้ใดพบให้แจ้งกับทางการหรือสามารถสังหารได้ทันทีแล้วนำศพของเขากับทารกทั้งสองมาขึ้นรางวัล
ทำให้ในยามนี้ ยอนชู มิได้หลบหนีแต่ทหารเพียงอย่างเดียว แต่เขากลับต้องหนีพวกที่เคยเป็นพวกพ้องกับผู้คนที่หิวกระหายในรางวัลอันแสนมหาศาลนักสำหรับพวกชาวบ้านธรรมดา ทองคำกับพวกเครื่องประดับอัญมณีร่วมสิบหีบ เป็นสิ่งล่อตาล่อใจให้ความกระหายอยากจากความอดยากปลุกสันดานอันแสนชั่วช้าทำให้คนสามารถฆ่าฟันได้อย่างเลือดเย็น ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเอง หากเป็นคนอื่นที่ให้กำเนิดปีศาจในยามวิกาล เขาก็คงจะติดตามไล่ล่าคนผู้นั่นอย่างสุดกำลังเช่นกัน ผู้ใดบ้างล่ะจะละเลยสวรรค์ที่รออยู่เบื้องหน้า
"แฮ่กๆๆ....." เสียงหอบเหนื่อยจนเจ้าของแผ่นหลังที่งองุ้มเพราะความเมื่อยล้าจากการวิ่งที่มิได้หยุดพักมาถึงสองคืน ยอนชูทิ้งตัวลงนั่งใต้เงาไม้ใหญ่กลางป่าทึบ เงียบเสียงใดๆรอบกายราวกับตนนั่งอยู่ในเวิ้งฟ้าอันมืดสนิทไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ หาทางข้างหน้าก็ไม่สามารถที่ดวงตาของเขาจะมองเห็น
ตอนนี้ยอนชูไม่รู้แม้กระทั่งว่าเขาอยู่ที่ใดบนแผ่นดิน รู้แต่เพียงว่าต้องวิ่งไป วิ่งไปข้างหน้าเท่านั้นห้ามหยุดพัก เพราะหยุดพักก็เหมือนกับหยุดลมหายใจตัวเอง ดวงตาขุ่นมัวแม้ฉายแววหวาดกลัวอยู่ตลอดกลับก้มลงมองลูกชายตัวน้อยทั้งสองอย่างอ่อนโยน พลันนึกถึงภรรยาสุดที่รักแล้ว อดที่จะหลั่งน้ำตาเสียไม่ได้
"ซอนมี... ลูกของเจ้ากับข้าอาจจะเป็นดั่งปีศาจอย่างคำกล่าวหาก็เป็นได้.... ดูซิ... ไม่มีแม้หยาดน้ำนมซักหยด ลูกทั้งสองของเจ้าก็ยังมิส่งเสียงร้องกวนใจข้าซักนิด หลับตาพริ้มอย่างสบายอย่างไม่รู้ร้อนหนาว น่าชื่นใจนัก" นิ้วหยาบกร้านลูบไล้พวงแก้มแดงระเรืออย่างแผ่วเบา ทารกทั้งสองขยับกายเข้าซุกหาไออุ่น ยอนชูมองบุตรชายที่ช่างเกิดมามีชะตากรรมที่น่าสงสารนัก ต้องหลบหนีเสียตั้งแต่ยังแบเบาะ ได้รับโทษทั้งๆที่ยังไม่ได้กระทำผิดอันใด เพียงแค่เกิดมาในยามค่ำและกายสลักลายที่ดูแล้วช่างลึบลับหากแต่สวยงามยิ่งนัก
ทารกผู้พี่มีริมฝีปากบางนักได้ใบหน้าเรียวเล็กได้รูปเหมือนมารดา ส่วนผู้น้องนั้นได้ริมฝีปากแดงอิ่มปลายจมูกโด่งรั้นเหมือนซอนมีไม่มีผิดเพี้ยน ใบหน้ากลมเล็กน่ารักไม่แพ้คนพี่ ยิ่งมองลูกน้อยก็ยิ่งรันทดกับชีวิตของตนที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไรต่อไปในภายภาคหน้า
เสียงโห่ร้องก้องในป่าลึกเข้ามาเรื่อยๆ หัวใจของยอนชูไหววูบ ดวงตาตระหนกมองหาที่หลบซ่อน เพราะตอนนี้เรี่ยวแรงนั้นเหือดหายไปเสียสิ้น เขาไม่มีแรงพาลูกน้อยทั้งสองหนีไปไหนได้อีกแล้ว ใบหน้าเปรอะเปื้อนด้วยคราบฝุ่นและเหงื่อไคลเงยขึ้นยังเบื้องบนที่เห็นเพียงความมืดมิด แม้กระทั้งท้องฟ้ายังไม่เปิดให้ทางสว่างแก่พวกเขาสามพ่อลูก นี่เขาคงต้องยอมรับชะตากรรมอย่างจำนนเช่นนั้นหรือ
เสียงฝีเท้าของหลายชีวิตกับเสียงตะโกนก้องร้องเรียกกบฎผู้ต่ำช้าอย่างเขาชิดใกล้เข้ามาเรื่อยๆในขณะที่เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ณ จุดเดิมเพราะไร้หนทางไปต่อ รู้สึกขาตนหนักอึ้งแม้แรงจะยืนยังแทบไม่มี
"ซอนมี ข้าขอโทษที่ข้ามิอาจปกป้องลูกของเราไว้ได้ .... ซอนมี ...อีกไม่นานเราพ่อลูกก็จะตามเจ้าไปแล้ว รอข้ากับลูกๆด้วยเถิดนะ" ยอนชูครางเครือเสียงสะอื้นแผ่ว ก้มใบหน้าซุกลงกับผ้าบางผืนเล็กที่คลุมกายน้อยๆของทารกคนน้องไว้
ฉับพลันไอเย็นบางๆสัมผัสเข้ากับปลายนิ้วของยอนชูที่โอบอุ้มลูกชาย ยอนชูเงยหน้าขึ้นมองฝ่ามือเล็กๆของทารกน้อยที่เกาะกุมปลายนิ้วหยาบกร้านของเขา ดวงตากลมดำขลับแต่กลับสุกใสส่องประกายในความมืดมิดอย่างแจ่มชัดจ้องมองมายังเขา รอบกายของยอนชูเย็นวาบขึ้นทันใด เสียงตะโกนโห่ร้องกับเสียงฟาดฟันกิ่งไม้ใบหญ้าของเหล่าบรรดาผู้ที่ตามล่าเขาหายไป ดวงตาพร่าเลื่อนด้วยหยาดน้ำตากระพริบถี่มองรอบๆกายเหมือนที่กับเวลาถูกสะกดให้หยุดนิ่ง
"หนึ่งชีวิตแลกได้เพียงหนึ่ง" ราวกับเสียงกรีดร้องแผ่วหวิวมากับไอเย็น ยอนชูสะดุ้งสุดกายมองไปยังม่านหมอกเบื้องหน้า ปรากฎเงาร่างของผู้หนึ่งอยู่อย่างไม่แจ่มชัดนัก แต่หากทำให้ยอนชูรู้สึกกลัวจับขั้วหัวใจ ความหนาวบีบคั้นในอกจนแทบหายใจไม่ออก
เงาร่างสูงทะมึนที่ยอนชูเห็นในม่านหมอกช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก อ้อมแขนแกร่งโอบรัดลูกทั้งสองไว้แน่นหนาเพื่อปกปิดไอเย็นไม่ให้ต้องผิวกายอันอ่อนบาง ดวงตาหวาดหวั่นจับจ้องเงาร่างนั้นไม่วางตา
"จะ...เจ้า....เจ้าเป็นใคร!!" น้ำเสียงสั่นพร่าบ่งบอกถึงความประหวั่นของยอนชูตะเบ่งเข้าไปในกลุ่มควันเลือนลาง เจ้าของเงาดำค่อยก้าวย่างออกมา จิตสำนึกของยอนชูบอกกับตนเองว่าเขาผู้นั้นที่ยืนอยู่เบื้องหน้าต้องมิใช่คนธรรมดาเยี่ยงเขาเป็นแน่
"จะ....เจ้า!" ยอนชูมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าเรียวหลบซ่อนอยู่ใต้เงาดำของเสื้อคลุม จากการคาดคะเนดูแล้ววัยน่าจะล่วงเลยเบญจเพศมาไม่เท่าไหร่ และบางอย่างที่สายตาของยอนชูเหลือบไปเห็นนั้นทำเอาชายสูงวัยกว่าเช่นเขาขนลุกชันไปทั่วร่าง ยอนชูค่อยๆถดกายถอยหนี
รอยริ้วรูปสัตว์แห่งเทพเจ้าในตำนานปรากฎอยู่ตรงผิวกายบนท่อนแขนด้านซ้ายของชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งโผล่พ้นจากอาภรณ์ผืนใหญ่ที่ใช้คลุมกาย ลวดลายเกร็ดของสัตว์โบราณและกงเล็บอันแหลมคมยิ่งกว่าอาวุธใดๆนั้นสะท้อนเด่นชัดท่ามกลางความืดมิด หากมองที่ดวงหน้าเรียวของชายหนุ่มนั้นให้ดีจะเห็นรอยสักสีเดียวกับหมอกประทับอยู่เหนือแก้มตอบได้รูป
"ยอนชู เจ้าอยากปกป้องทารกนั่นหรือไม่" น้ำเสียงเย็นยะเยือกของผู้ที่เยาว์วัยกว่าแต่หากให้ความรู้สึกที่เหนือกว่าและกดดันอย่างไม่อาจเทียบได้นั้นเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ
"จะ .... เจ้าเป็นใครกันแน่!! ระ...รู้ชื่อข้าได้อย่างไร.... เจ้า...เจ้าเป็น....ปะ...ปีศาจเช่นนั้นหรือ!!" ยอนชูพูดจาตะกุกตะกักด้วยความกลัว
"แล้วแต่เจ้าจะเห็นเป็นเช่นไร มิจำเป็นที่ข้าจะต้องเสียเวลากับคนชั้นต่ำเช่นเจ้า เพียงบอกข้ามาว่าเจ้าประสงค์ให้เด็กนั่นอยู่รอดหรือม้วยมรณา ข้าสามารถบันดาลให้เจ้าได้" ท่อนแขนแกร่งราวกับนักรบฉกรรณ์เต็มไปด้วยมัดกล้ามชี้ไปยังทารกน้อยทั้งสองที่บัดนี้ลืมตาขึ้นมองผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าอย่างมิหวั่นเกรงผิดกับผู้เป็นบิดา
"จะ...เจ้าช่วยข้าได้งั้นหรือ" ยอนชูเบิกตากว้าง
"เจ้าอยากให้ลูกเจ้ารอดหรือไม่" น้ำเสียงเรียบนิ่งยังคงเอ่ยเช่นเดิมราวกับไม่ได้ยินที่อีกฝ่ายถาม
"ยะ...อยากซิ!! ...อยาก...ชะช่วยลูกข้าด้วยได้โปรด!!" ยอนชูค่อยๆคุกเข่าเข้าไปหาก้มลงแทบเท้า
"หนึ่งชีวิตแลกได้เพียงหนึ่ง ภรรยาเจ้าแลกไปหนึ่งอีกหนึ่งคือเจ้า" เปลือกตาหนาของยอนชูเบิกกว้างขึ้นทันใดที่สิ้นเสียงอันเยือกเย็นของผู้มาเยือนยามรัตติกาล นัยตาดำเบิกกว้างชะงักงันเมื่อบังเอิญประสานเข้ากับนัยตาที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์สีคล้ำหม่น ราวกับโดนอาวุธมีคมหลายชนิดกรีดแทงเข้าตามผิวกลาย เฉียดเฉือนทั่วผิวหนัง ทะลุกเข้ากลางหัวใจของยอนชู บัดนี้บิดาที่โอบอุ้มทารกทั้งสองไว้ถูกปลิดลมหายใจไปชั่วกาล
"มนุษย์นี้ช่างโง่เขลา ชีวิตที่แสนวิเศษหาใดเปรียบมาจุติอยู่ต่อหน้ายังคิดทำลาย อีกไม่นานหรอก ข้าจะสอนให้พวกโง่เขลาอย่างมันได้รู้สำนึก" ฝ่ามือหนาเปิดผ้าคลุมศีรษะออก ก้มลงมองหนึ่งในสองทารกที่ล่องลอยอยู่บนกลุ่มหมอกที่ก่อตัวขึ้นโอบล้อมราวกับปุยเมฆ
"ยูชอน ... ข้ารอคอยเจ้ามาเนิ่นนานนัก ในที่สุดข้าก็จักสมดังปรารถนาเสียที.... เด็กน้อยของข้า" กลุ่มไอเย็นพลันสลาย ชายหนุ่มปริศนาหายไปในพริบตาพร้อมกับชีวิตน้อยๆทั้งสอง เหลือเพียงร่างไร้ลมหายใจของยอนชูไว้เพียงเดียวดายท่ามกลางป่าทึบ
.
.
.
TBC...
edit @ 26 Aug 2009 09:51:15 by micky o micky